5/06/2016

Picture Book หนังสือภาพสำหรับเด็ก เริ่มอย่างไร

เขียนเรื่องทำหนังสือภาพสำหรับเด็ก ทำอย่างไร มาหลายตอนแล้ว 
คราวนี้มาตอบคำถามที่หลายคนมักจะถามมาบ่อยๆ ว่า แล้วเริ่มอย่างไร
ทั้งหมดนี้เป็นวิธีเฉพาะของเราเท่านั้น ไม่ได้บอกว่าเป็นวิธีที่ถูกทั้งหมด
ยังต้องศึกษาพัฒนากันต่อไปไม่มีวันจบสิ้น 
...........................................................................

วิธีคิด เรื่มต้นหนังสือภาพ จุดเริ่มต้น เริ่มอย่างไร
1. คิดขึ้นมาเองจากศูนย์ หรือ
2. มีโจทย์มาให้ อาจจะเป็นบรรณาธิการ สนพ ที่ต้องการให้เราทำเรื่องอะไร 
สองอย่างนี้ต่างกันเล็กน้อย แต่วิธีคิดและทำก็เหมือนกัน


แบบไม่มีโจทย์
เราจะเป็นคนตั้งจุดเด่นของหนังสือเองว่า จะให้น่าสนใจตรงไหน ทำไมเด็กต้องอ่าน สำนักพิมพ์อยากพิมพ์และจุดที่เราอยากจะทำ 
เช่น ภาพสวยงาม ภาพลายไทย เรื่องตลก ขำขัน เรื่องประทับใจ ลึกซึ้ง หรือแฟนตาซีที่ให้เด็กได้จินตนาการ

แบบมีโจทย์
เอาโจทย์มาตั้งแล้วคิดตาม เช่น โจทย์ให้มาคือเรื่อง “จิ้งจกหางด้วน” เราต้องคิดว่า 
ทำไมต้องเรียนรู้เรื่องจิ้งจก มีความน่าสนใจตรงไหน จะเสนออย่างไรให้น่าสนใจ นี่คือจุดเริ่มต้นที่ต่างกัน 

เมื่อหาจุดเด่น ความน่าสนใจได้แล้ว ก็คิดต่อว่า จะนำเสนอเรื่องเกี่ยวกับอะไร 
ตอนนี้ระหว่างมีโจทย์กับไม่มีโจทย์ วิธีคิดก็จะเหมือนกันแล้วต่อจากนี้


สนุกอย่างไร 
ข้อนี้สำคัญมาก หนังสือภาพสำหรับเด็กหลายเรื่องพยายามจะบอก หรือสอนมาก
จนมองข้ามความสนุกไป หลายครั้งหนังสือภาพสำหรับเด็กจึงกลายเป็นหนังสือที่ตั้งใจสอน
เมื่อเป็นแบบนั้นเด็กก็จะไม่สนใจ อาจจะต่อต้าน ไม่ประทับใจก็ไม่จดจำ ไม่จดจำก็ไม่ทำตาม
สิ่งที่เราพยายามจะบอกก็ไม่มีความหมาย

บางเรื่องเสนอภาพเชิงลบ เช่น “หนูน้อยเห็นแก่ตัว” เด็กหลายคนก็จะรู้สึกเหมือนถูกต่อว่า 
เขาก็จะไม่รับ ไม่มีใครอยากอ่านหนังสือที่ว่าตัวเองแม้แต้ผู้ใหญ่ก็ตาม ถ้าเปลี่ยนเป็นเสนอภาพเชิงบวกทำอย่างไรถึงจะแก้ไขตัวเองได้นะ
เปลี่ยนจุดเด่นของเรื่องเป็น  “หนูน้อยมีนํ้าใจ” เด็กก็จะอยากทำตาม

ย้อนกลับมาที่ความสนุก เมื่อเราตั้ง “หนูน้อยเห็นแก่ตัว” กับ  “หนูน้อยมีนํ้าใจ” ใครอยากจะถือเล่มไหน เป็นเล่มโปรดประทับใจ 
การทำหนังสือเชิงลบไม่น่าสนุกเลยสำหรับเด็ก เราเชื่ออย่างนั้น 
(เป็นประสบการณ์จริงของตัวเอง เด็กบอกว่า เขาเป็นเด็กไม่ดีเหรอถึงได้เอาหนังสือแบบนี้มาให้เขาอ่าน) 
คิดได้เดี๋ยวนั้นเลยว่า ไม่ทำดีกว่า ไม่อยากให้เด็กต่อต้านตั้งแต่เห็นปก เห็นชื่อเรื่อง หนังสือเล่มนั้นก็ไม่ได้ถูกอ่าน น่าเสียดาย

ทำให้ได้เรียนรู้ว่า เมื่อจุดเริ่มต้นมาจากเชิงลบ ความสนุกก็จะยากถึงขั้นเป็นไปไม่ได้เลย 

นี่คือจุดเริ่มต้นไอเดียสำหรับการทำหนังสือภาพสำหรับเด็กของเรา

เชิงบวกสนุกกว่าเชิงลบ (เราคิดและทำแบบนี้)

หนังสือภาพสำหรับเด็ก อ่านแล้วสนุก มีความสุข แล้วค่อยแทรกสิ่งที่อยากจะบอก 
การเล่าเรื่องที่มีจังหวะไม่ต่างกับการทำภาพยนตร์ หรือเพลง มีจุดที่เรียกว่า climax 
(ภาษาไทยเรียกว่าอะไรยังนึกไม่ออก ขออภัย) การขมวดปม คลี่คลายปัญหา และ จบให้ประทับใจ



จะบอกอะไร บอกอย่างไร อยากบอกไปหมด
เด็กไม่ชอบถูกสอน หนังสือภาพสำหรับเด็กไม่ใช่หนังสือเรียน มาชวนเขาเที่ยวเล่น ท่องโลกจินตนาการ
รู้จักสิ่งที่ไม่เคยเห็น หรือชวนมาเป็นเพื่อนกัน เล่นด้วยกันผ่านหนังสือภาพ

วิธีบอกของเราคือ ให้ตัวละครทำให้ดู เช่น เป็นเพื่อนกัน การผูกมิตรกันทำอย่างไร การช่วยเหลือ มีนํ้าใจ ทำอย่างไร ทำแล้วได้อะไร  เพื่อให้เขาทำตาม 

ไม่จำเป็นต้องสอนหรือต้องให้อะไร มีหนังสือที่ชวนเล่นอย่างเดียว ตัดกระดาษ ระบายสี สนุกอย่างเดียวเลยก็มี หนังสือควรมีหลากหลาย เพราะเด็กก็มีหลากหลาย ไม่เหมือนกัน

ไม่ลืมว่าเด็กเพิ่งเกิดมาได้ไม่กี่ปี เขาตื่นเต้นกับทุกสิ่ง ถ้าเราคิดแบบผู้ใหญ่เกินไป พยายามคิดซับซ้อน อยากบอกไปหมด อาจยากเกินไปสำหรับเด็ก ไม่ได้บอกว่าคิดซับซ้อนไม่ดี แต่ต้องให้ง่าย เราอาจมีสิ่งที่อยากจะบอกมากมาย แต่เลือกที่สำคัญเพียงหนึ่งข้อ เพราะเด็กเล็กยังไม่สามารถรับเรื่องที่ซับซ้อนได้ 

คิดซับซ้อนง่ายกว่าคิดเรียบง่าย การบอกทุกสิ่ง ใส่ทุกอย่างที่อยากบอกนั้นง่ายกว่าที่จะบอกให้ง่ายที่สุด ใช้ภาษาที่เด็กเข้าใจ ใช้คำน้อย ในจำนวนหน้าที่จำกัดให้เด็กเข้าใจด้วยภาษาที่ง่าย

พอบอกข้อหนึ่งอย่างชัดเจนแล้ว อาจจะแอบซ่อนสิ่งที่อยากจะบอก สอง สาม ไปอีกได้ 
ถ้าเด็กไม่ได้รับสิ่งที่เราบอกก็ไม่เป็นไร เพราะเด็กเมื่ออ่านเล่มไหนแล้วถ้าเขาชอบ เขาจะอ่านซํ้าๆ อยู่อย่างนั้น และสิ่งที่เราแอบซ่อนไว้ เมื่อเขาอ่านรอบต่อๆ ไป อาจจะเจอ พอเด็กเจอก็จะสนุกว่ามีอะไรอีก เขาก็จะอ่านอีกก็เจออีก นั่นคือความสนุกของหนังสือภาพ ที่ไม่ได้อ่านรอบเดียวก็จบไป สารที่เราส่งไป สอง สาม เด็กก็จะรับได้และเกิดผลสำเร็จ


ออกแบบภาพอย่างไร
ดูจากความรู้สึกของเรื่องว่าไปในทิศทางไหน เราจะออกแบบงานของเราอย่างไรให้เหมาะสมกับเรื่อง 
วิธีการออกแบบภาพถ้าให้ความรู้สึกเข้าถึงเด็กได้ ถือเป็นงานศิลปะที่ดีสำหรับเด็ก เด็กเข้าใจ เข้าถึง 
จะต่างจากงานศิลปะของผู้ใหญ่ ที่เราจะวาดอย่างไรก็ได้ ตามใจศิลปิน ผู้ใหญ่จะเข้าใจหรือไม่ก็ได้ 
แต่หนังสือภาพสำหรับเด็ก เด็กควรเข้าใจ ภาพเข้าถึงเด็กอย่างอ่อนโยนและเป็นมิตร 

ไม่จำเป็นต้องทำงานตามเทรนด์ สมัยนิยม แฟชั่น เพราะเด็กไม่ยึดติด และผูกกับสิ่งเหล่านี้เหมือนผู้ใหญ่ 
การออกแบบภาพ เริ่มต้นจากพื้นฐานของตัวเอง ลายมือของเราเองจริงๆ จะดีกว่าการเอาดีไซน์ของคนอื่นมาดัดแปลง ถ้าเอางานคนอื่นเป็นต้นแบบวาดตาม งานสวยเร็ว แต่เมื่อทำบ่อยๆ งานก็ไม่พัฒนา ถูกกลืน คิดเองไม่ออก ถ้าไม่มีต้นแบบก็วาดไม่ได้ ทำลายความสามารถและพัฒนาการของตนเอง เพราะคนเราเกิดมาพร้อมจุดเด่น ซึ่งคือลายมือของเราเองที่ไม่มีทางเหมือนใคร แต่ถ้าเริ่มต้นผิด หลายคนถูกบีบให้ทำเหมือนกันหมด ลายเส้นเหมือนกัน ก็จะสูญเสียความเป็นตัวเองไป ผลเสียอาจไม่เกิดกับเด็กที่อ่าน แต่เกิดกับตัวเอง น่าเสียดาย

ในยุคที่เราเติบโตมาไม่มีต้นแบบให้ดูง่ายๆ เหมือนสมัยนี้ เทคโนโลยีเดี๋ยวนี้ดี แต่ต้องใช้อย่างระมัดระวัง 

มาพัฒนางานจากลายมือของตัวเอง  ทำให้เด็กๆ สนุก ได้ชื่นชมและเข้าถึงความรู้สึกเป็นอันดับแรก เมื่อทำงานที่เราพอใจ จะสวย เก๋ เท่ แนว แรง ถ้าเด็กเข้าใจได้ด้วย ก็จะเกิดประโยชน์ที่สุด

หนังสือภาพสำหรับเด็กบางเรื่องที่สวยงาม อาร์ตมาก เราชอบมาก พอให้เด็กๆ ดู เขาไม่เข้าใจ มันน่าเสียดายและผิดวัตถุประสงค์ 
งานศิลปะของผู้ใหญ่หลายครั้งก็ดูไม่เข้าใจ ต้องให้ศิลปินมาอธิบายว่าหมายความว่าอะไร ซึ่งศิลปะควรอธิบายด้วยภาพ 
ถ้ามีคนมาอธิบาย ภาพนั้นถือว่าล้มเหลว แต่ก็ไม่สำคัญเพราะไม่มีผลกับใคร คนที่เข้าใจเขาจะชอบ 
คนไม่เข้าใจหรือไม่ชอบก็ไม่เป็นไร เพราะเป็นศิลปะของผู้ใหญ่ หนังสือเด็กไม่ใช่แบบนั้น การทำหนังสือภาพสำหรับเด็ก ควรคุยกับเด็กให้เข้าใจ


วิธีออกแบบและวาดภาพของพวกเราคือ 
วาดจากธรรมชาติจริงๆ ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ศึกษาจากธรรมชาติรอบตัว (ใต้มหาสมุทรและอวกาศคงไม่สามารถ ^^!) 
สิ่งที่เรารู้จักดีที่สุด มันจะช่วยให้งานเราได้ความรู้สึกที่สุด มากกว่านึกเอาเอง หรือดูรูป ดูต้นแบบจากรูปเขียนคนอื่น 
เพราะแค่รูปถ่ายก็ไม่สามารถจะรู้ได้ว่าตรงนั้นคืออะไร สีนี้คืออะไร ยิ่งถ้าดูรูปวาดด้วยแล้วก็จะยิ่งไม่ได้ความรู้สึก เพราะเราไม่เข้าใจมันจริงๆ 
ต้องเข้าใจสิ่งที่วาด สิ่งที่เห็นให้ได้มากที่สุด แล้วค่อยตัดทอนเป็นลายมือ เป็นภาพสำหรับเด็ก หรืออะไรก็ตาม ด้วยวิธีของตัวเอง 
การไปดูงานที่เขาตัดทอน เขาออกแบบแล้ว เราก็ไม่รู้กระบวนการคิดของเขาว่า ตัดทอนอะไรออกไป เพิ่มอะไรเข้าไป เพิ่มทำไม 
งานจึงไม่มีความรู้สึก แต่ถ้าเราเขียนจากตัวเองจริงๆ เวลาดูภาพ เด็กก็จะเข้าถึง เข้าใจได้ง่ายกว่า เขาเคยเห็น เคยพบ อธิบายได้ 
ยกเว้นหนังสือภาพแนวแฟนตาซี จะใส่อะไรก็ได้ แต่แน่นอนต้องมาจากพื้นฐานของตัวเอง ไม่ใช่แฟนตาซีของคนอื่น แฟนตาซีที่เรารู้จัก 
เริ่มจากตัวตนจริงๆ ของตัวเอง แล้วมันจะค่อยๆ พัฒนาจนเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองต่อไป

สิ่งเหล่านี้ต้องใช้เวลา แต่จะมั่นคงและจะง่ายขึ้นเรื่อยๆ

สำหรับผู้ที่แต่งเรื่องอย่างเดียว
ถ้าคิดเป็นภาพด้วยจะทำให้ทำงานง่ายขึ้นมาก คร่าวๆ ก็ได้ ปัญหาของผู้ที่แต่งเรื่องส่วนใหญ่
คือ คิดมาแต่คำ บรรยายเป็นคำ พอมาให้คนวาด มักจะกลายเป็น ภาพ ประกอบ คำ และมีคำบรรยายมากเกินความจำเป็น 
เพราะเราทำหนังสือภาพสำหรับเด็ก ภาพ และ คำ เมื่อไม่ซํ้ากันการดำเนินเรื่องจะคืบหน้าได้ดีกว่า

ยกตัวอย่างภาพนี้ ถ้าเราบรรยายภาพแบบนี้
แมลงเต่าทองตัวเล็กจิ๋ว ปีกสีแดงลายจุดสีดำ กำลังบินผ่านรังของนกเค้าจุด ที่มีแม่และลูกนกสองตัวกำลังหลับอยู่ ลูกนกตัวหนึ่งตื่น 
และสังเกตเห็นว่า เอ๊ะ นั่นตัวอะไรนะ จึงพยายามจะดู 
ด้วยความไม่ระวัง เลยหล่นออกมาจากรัง แม่นกเห็นลูกนกเค้าจุดหล่นออกไปจากรัง 
ในขณะที่พี่ก็ยังคงหลับอยู่

เมื่อบรรยายภาพไปหมดแล้ว เด็กก็ไม่มีโอกาสได้ใช้สายตา ความคิด การสังเกตเชื่องโยงอะไรเลย
เพราะทุกอย่างถูกบรรยายไว้หมดแล้ว ถูกกำกับความคิดไว้เพียงสิ่งที่นักเขียนต้องการจะบอกเพียงอย่างเดียว 
เหมือนการฟังเรื่องเล่ามากกว่าการอ่านหนังสือภาพสำหรับเด็กเลย ภาพแทบจะไร้ความหมาย

สำหรับหนังสือภาพของเรา ถือว่าเป็นคำบรรยายภาพ เมื่อวาดภาพตามคำบรรยายของนักเขียนแล้ว 
ก็จะตัดคำบรรยายทั้งหมดนั้นออกไป ไม่จำเป็น เราชอบที่จะปล่อยให้เด็กได้ดูและคิดเอง จะผิดจะถูกอย่างไรก็ไม่เป็นไร

ปล่อยให้ภาพทำหน้าที่ของภาพไป และ คำ ก็ทำหน้าที่ของ คำ ไป โดยไม่ซํ้ากัน 
ภาพจะไม่แย่งหน้าที่ของตัวหนังสือ และตัวหนังสือก็ไม่แย่งหน้าที่ของภาพ แต่ทั้งสอง ทำหน้าที่ส่งเสริมกันและกัน 

คำที่เราใช้ก็แค่นี้
    
         “หล่นแล้ว!” 

เด็กจะได้ดูภาพ กวาดสายตา สังเกต ใช้ความคิด ว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะอะไร 
และสนุกไปกับการใช้ความคิดเชื่อมโยงคำกับภาพด้วยตนเอง 

เด็กอาจจะคิดว่า ลูกนกไม่ยอมหลับ ซน หล่นมาเอง หรืออยากจะบินเล่น แล้วหล่นมาเอง อะไรก็ได้ไม่ผิด
เพราะสุดท้าย ลูกนกก็หล่นอยู่ดี 

นักเขียนและนักวาดถ้าได้ทำงานร่วมกันจะดีมาก เพราะนี่คือหนังสือภาพสำหรับเด็ก


* การทำหนังสือภาพสำหรับเด็ก ระวังอะไรบ้าง 
รับผิดชอบ รอบคอบ ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
เพราะเราทำหนังสือให้เด็กอ่าน สมมติว่า เราทำหนังสือที่มีตัวละครร้าย เราให้สุนัข เป็นตัวร้าย
เด็กก็อาจจะจำว่า สุนัขเป็นสัตว์ไม่ดี ถ้าเราจะรับผิดชอบ ควรระบุไปเลยว่า สุนัขหน้าบาก หรือสุนัขสีดำที่ชื่อว่าก๋องก๋อย ตัวนั้นนิสัยไม่ดี 
เป็นตัวละครไม่ดี ไม่ใช่สุนัขทั้งหมดไม่ดี ถือเป็นความรับผิดชอบต่อสุนัขด้วย เราจะไม่ให้ความเชื่อที่ผิดๆ กับเด็ก 
(สุนัขจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ หมูสกปรก ควรระบุไปเลยว่าใคร ไม่เหมารวม) 
ไม่อย่างนั้นเมื่อเด็กเจอหมูก็รังเกียจ เพราะเราฝังหัวไว้ว่า หมูสกปรก 

อันนี้เป็นตัวอย่างของความระมัดระวังในแบบของเรา

ทั้งหมดนี้เป็นวิธีการทำงานของเรา ต้องเรียนรู้กันไปอีกตลอดชีวิต หรืออาจนานกว่านั้นนิดหน่อย
หนังสือภาพสำหรับเด็กไม่มีสูตรสำเร็จ แต่ละคนก็หาวิธีของตัวเอง ปรับเปลี่ยนไปตามความถนัดของตัวเอง

หวังว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่เริ่มต้นคิดทำหนังสือภาพสำหรับเด็กนะจ๊ะ
ขอให้มีความสุขค่ะ


No comments:

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...